เด็ก

ทำไมโรงเรียนควรสอนเด็กเล็กเอาชีวิตรอดจากการติดในรถ หลังเกิดเหตุสลดซ้ำซาก

ทำไมโรงเรียนควรสอนเด็กเล็กเอาชีวิตรอดจากการติดในรถ หลังเกิดเหตุสลดซ้ำซาก

หลักสูตรการเอาตัวรอดและทัศนคติของครู สำคัญแค่ไหน หลังเกิดกรณีเด็ก 7 ขวบ ถูกลืมทิ้งในรถโรงเรียนหลายชั่วโมง จนเสียชีวิต โรงเรียนหนึ่งใน จ.นครศรีธรรมราช ฝึกทักษะให้เด็กเอาชีวิตรอดหากติดในรถ มานานกว่า 7 ปี ควบคู่หลักสูตรนอกตำราอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่า เด็กจะรับมือเหตุฉุกเฉินได้ แม้อยู่นอกโรงเรียน

จากเหตุน่าสลดใจที่นักเรียนอายุ 7 ขวบ ชื่อ “น้องจีฮุน” ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนชื่อดังใน จ.ชลบุรี เสียชีวิตภายในรถตู้รับ-ส่งของโรงเรียน โดยพบศพในช่วงเย็นวันที่ 30 ส.ค. ด้วยสภาพศพนอนคว่ำหน้าและมีเลือดออกบริเวณมุมปาก สังคมไทยกำลังตั้งคำถามว่า ทำไมอุบัติเหตุเช่นนี้จึงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2557-2563 พบสถานการณ์เด็กถูกลืมและทิ้งอยู่ในรถตามลำพัง 129 เหตุการณ์ และมีเด็กเสียชีวิต 6 ราย เป็นเพศหญิง 3 คน ชาย 3 คน อายุระหว่าง 2-6 ปี แต่กรณีเด็กอายุ 7 ปีที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นเด็กอายุมากที่สุดที่เสียชีวิตหลังถูกลืมทิ้งไว้ในรถโรงเรียนเป็นเวลานาน

เด็ก

ข่าวนี้ทำให้สังคมออนไลน์พูดถึงมาตรการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก และมีการแชร์ภาพของเพจเฟชบุ๊กโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นครศรีธรรมราช ที่ฝึกทักษะให้เด็กเล็ก รู้จักการเอาตัวรอดหากติดอยู่ในรถรับ-ส่งนักเรียน รวมถึงมาตรการอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่า เด็กจะได้รับความปลอดภัยอย่างเต็มที่

“นับแต่เปิดโรงเรียนเมื่อปี 2557 เราไม่เคยเจออุบัติเหตุแบบนี้เลย” ทรรศพร บริบูรณ์ รองผู้จัดการโรงเรียนบริบูรณ์วิทยา จ.นครศรีธรรมราช บอกกับบีบีซีไทย

เธออธิบายว่า ทางโรงเรียนจัดหลักสูตร “เซอร์ไววัล” (Survival) เพื่อสอนการเอาตัวรอดจากการติดในรถให้เด็ก ๆ ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ก่อนอนุบาล จนถึงชั้นประถม โดยหลักสูตรนี้ ประกอบด้วย

  1. สอนให้เด็กบีบแตรขอความช่วยเหลือ
  2. สอนการปลดล็อกรถ เปิดประตู เปิดหน้าต่าง
  3. การออกมาจากรถอย่างปลอดภัย

ทรรศพร เสริมว่า ได้จำลองสถานการณ์และให้เด็กฝึกปฏิบัติจริง และไม่ได้สอนครั้งเดียวจบ แต่จัดขึ้นบ่อย ๆ เพื่อให้ทักษะการเอาตัวรอด ติดตัวเด็กไปแม้จะอยู่นอกรั้วโรงเรียน